Blog.NAABOON

Archive for ตุลาคม, 2009

เถ้าแก่น้อยขอ 3 ปีแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

วันเสาร์, ตุลาคม 31st, 2009

ข่าวโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

“เถ้าแก่น้อย” ขอ 3 ปีปั้นตัวเองเข้าตลาดหุ้น หวังระดมทุนพัฒนาแบรนด์เพื่อเพิ่มความสามารถทำกำไร และเพิ่มบุคลากร คาดรายได้ปีนี้ 1.3 พันล้านบาท

นายอิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเถ้าแก่น้อยฟู้ดแอนด์มาเก็ตติ้งจำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสาหร่ายทอดแผ่น ภายใต้แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขยายขนาดธุรกิจ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2555 หรืออย่างช้าปี 2557

วัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนมาปรับปรุงแบรนด์สินค้า “เถ้าแก่น้อย” เพื่อเพิ่มความสามารถทำกำไร ขยายไลน์สินค้า และเพิ่มบุคลากร ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท และจะทยอยเพิ่มทุนในปี 2553 คาดจะมีทุนจดทะเบียน 40-50 ล้านบาท

เขากล่าวว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 1,300 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2551 ที่มีรายได้รวม 1,030 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิคาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีกำไรสุทธิ 100 ล้านบาท สาเหตุที่รายได้เพิ่มขึ้นเพราะมีการประชาสัมพันธ์สินค้า ซึ่งมีผลต่อยอดจากการประชาสัมพันธ์เมื่อปีที่แล้ว

ขณะเดียวกัน การเปิดร้าน “เถ้าแก่น้อย แลนด์” ที่เริ่มต้นดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 2551 ก็สร้างยอดขายได้ตามเป้าที่กำหนด ส่วนปี 2553 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 2,000 ล้านบาท

“อัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ น่าจะอยู่ที่ 30% จากปีที่แล้วที่ 10% เพิ่มขึ้นเพราะต้นทุนถูกลง และซัพพลายเออร์ที่ขายสาหร่ายให้ลดราคาสาหร่ายลง 3-4% จากราคาเฉลี่ย 1 พันบาทต่อกก. เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้คนบริโภคสาหร่ายลดลง ราคาขายสาหร่ายจึงลดลงด้วย”

บริษัทยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนยอดขายในต่างประเทศมากขึ้น เพราะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าในประเทศ 1 เท่า ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการขายในต่างประเทศ 30% และขายในประเทศ 70% ประเทศที่ต้องการขยายการส่งออกคือประเทศแถบยุโรป แคนาดา และบรูไน จากเดิมที่ส่งออกอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออก และปี 2553 จะขยายไปสู่ตลาดประเทศจีนและไต้หวัน ซึ่งเดิมมีคำสั่งซื้ออยู่แล้ว แต่ยังน้อยอยู่

ปัจจุบันมีสาขาเถ้าแก่น้อยแลนด์ 10 สาขา และจะเพิ่มเป็น 30 สาขา ในปี 2553 โดยมีงบประมาณขยายสาขาละ 3-4 ล้านบาท และปี 2553 บริษัทจะเพิ่มสร้างโรงงานใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 5 แสนแผ่นต่อวัน จากเดิมที่มีกำลังการผลิต 1 แสนแผ่นต่อวัน โดยโรงงานจะแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการในปี 2554 ใช้งบลงทุน 80 ล้านบาท แหล่งเงินมาจากกระแสเงินสดของบริษัท

นายอิทธิพัทธ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการแข่งขันตลาดขนมขบเคี้ยวค่อนข้างรุนแรง ซึ่งบริษัทรับมือโดยการเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์สินค้า ปีนี้จัดสรรงบด้านการตลาดไว้ 50-60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ใช้งบด้านการตลาด 30 ล้านบาท และปี 2553 ก็จะใช้งบด้านการตลาด 50-60 ล้านบาทเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน เถ้าแก่น้อยมีมาร์เก็ตแชร์ 70-80% ของมูลค่าตลาดรวมสาหร่ายที่ระดับ 1.5-2 พันล้านบาท ส่วนตลาดขนมขบเคี้ยวทุกประเภทที่มูลค่าตลาดรวม 2 หมื่นล้านบาท เถ้าแก่น้อยมีมาร์เก็ตแชร์ 8%

รักเธอประเทศไทย

วันเสาร์, ตุลาคม 24th, 2009

Photobucket

วันก่อนผ่านไปอ่านบทความที่บันทึกไว้ในบล็อกของคุณแบงค์ ที่ naphuket.net แล้วรู้สึกว่านอกจากจะต้องแสดงความคิดเห็นฝากเอาไว้ณ.ที่ตรงนั้นแล้ว ณ.ที่ตรงนี้ก็ควรที่จะต้องแสดงออกซึ่งสถานะหรือจุดยืนส่วนบุคลเอาไว้บ้างให้เป็นที่รับทราบโดยถ้วนทั่วกัน

ช่วงนี้บ้านเมืองนี้มันดูแปลก ๆยังไงชอบกล อันที่จริงจะว่าแปลกมันก็ไม่เชิงนะ อาจจะเป็นว่าเพิ่งเคยเห็นนั่นกระมัง ที่จริง(ขออีกที) ก็คือก็พอจะได้เห็น ๆกันมาบ้าง พอจะคาดเดาไว้ได้บ้างว่าอะไรจะต้องเกิดขึ้นอย่างไร แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้

ที่ว่าแปลกก็มีอย่างเช่น

คนมีความผิดหนีคดีไม่ยอมรับโทษ แต่มีคนเรียกร้องให้กลับมาปกครองประเทศ

คนเป็นอดีตผู้ปกครองประเทศไปติดต่อกับต่างประเทศด้วยธุระของคนหนีคดีอย่างเปิดเผย

มีคนไปขอยกโทษให้กับคนที่ไม่ยอมรับผิด

มีบางคนที่รู้ไปหมดทุกเรื่องทุกกระเบียดนิ้วที่คนอื่นทำผิดแต่กับคนข้าง ๆตัวมีคดีติดตัวมากมายแต่กลับมองไม่เห็นอะไรเลย

การพูดถึงอำนาจมืดที่มาบีบบังคับบงการ การบริหารงานแผ่นดินอย่างโจ่งแจ้ง และแนะนำให้ยอมทำตามอำนาจมืดนั้นอีกต่างหาก

มีการเสนอแก้กฎที่ใช้ร่วมกัน เพื่อบุคคลบางคนบางกลุ่มพวก (สำคัญจริงไอ้พวกนี้)

ฯลฯ  อีกมากมาย

ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว ในความเป็นจริงส่วนตัวก็มีความเชื่อล่ะว่าโลกใบนี้นั้นมันไม่ได้มีถูกมีผิด ดีหรือไม่ดีอะไรหรอก ทุกอย่างมันก้ขึ้นอยู่ที่เราไปตีค่าให้ราคามันเอง แต่ก็นั่นแหละสำหรับโลกที่ไม่มีดีมีเลวนี้ ที่ทุกคนสามารถจะทำอะไรก็ได้ตามใจ แต่มันก็มีรูปแบบการประพฤติปฎิบัติที่กระทำสืบต่อกันมาด้วยเหตุที่ได้เห็นกันแล้วว่าการกระทำแบบไหนจึงจะเป็นการกระทำที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และนั่นก็กลายเป็นรูปแบบที่เราเรียกกันยึดถือกันว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่กระนั้นก็ยังมีคนที่ประพฤติตรงข้าม จนกลายเป็นความแปลกประหลาดใจอย่างที่บ่น ๆมา และมั่นใจว่าผู้ที่กระทำการแปลก ๆต่าง ๆหาได้รู้สึกแปลกกับการกระทำของตนเองไม่ คิด ๆไปแล้วก็น่าเศร้า แต่ก็อย่างว่ามีกันอยู่หลายคนความคิดก็แตกต่างกันไปจะไปยึดถือเอาเป็นสาระก็รังแต่จะทุกข์ใจเปล่า ๆแท้ที่จริงโลกนี้ว่างเปล่าเป็นเพียงความว่าง ที่เห็นว่ามีอยู่ก็เพียงแต่เราทึกทักเอาว่ามีอยู่จริง

ขอผ่านจากเรื่องความว่างแล้วกัน

(ยังไม่จบเด๋วมาเขียนต่อ)